ความลับใน น้ำมันพืช

Service


ความลับใน น้ำมันพืช

VGO
Video

จากรายงานของเกาหลีใต้
ในเดือนกันยายน ปี 2007 มีการตรวจพบสารก่อมะเร็งในน้ำมันพืช มีการพบสารก่อมะเร็งในน้ำมันงาสูงกว่ามาตรฐานครับ ในควันที่เกิดขึ้นเมื่องาไหม้ ซึ่งพบสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งผสมอยู่ ซึ่งตรวจพบในน้ำมันงา มากที่สุด รวมทั้งน้ำมันคีม่อน และน้ำมันข้าวโพดด้วยครับ

หลังจากนั้น เดือนธันวาคม ปี 2008 ได้ตรวจพบสารก่อมะเร็งในน้ำมันพืชอีกครั้ง

แล้วน้ำมันพืชที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ จะปลอดภัยหรือไม่?

เสน่ห์ที่หอมหวาน กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของคุณ แต่ในเสน่ห์นั้น กลับมีเล่ห์กลร้ายซ่อนอยู่ แล้วโต๊ะอาหารของคุรตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
เรียนรู้เพื่ออยู่รอดกับ ความลับที่ซ่อนอยู่ในน้ำมันพืช

น้ำมันพืชที่สร้างความกรอบ และกลมกล่อมให้กับอาหารต่างๆ น้ำมัน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้เมื่อทำอาหารประเภททอด หรือ ผัด

ปริมาณน้ำมันพืชที่เรารับเข้าไปใน 1 วันเท่ากับ 7g หรือ 2Kg ต่อปี!!!

คุณรู้จักน้ำมันพืชที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากแค่ไหน?

www.cernitinthailand.com/cernitin/vgo

คำโฆษณา

เราทำแค่ครั้งเดียวเท่านั้นครับ
เราทำจากถั่วเหลือง 100% แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

แล้วถ้ามีการใช้สารที่มีประสิทธิภาพในการระเหยสูงเข้ามาช่วยล่ะ น้ำมันพืชจำนวนมากที่ขายอยู่ในท้องตลาด แล้วคุณรู้จักน้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้กันอยู่ 44,000 ตันต่อปีมากแค่ไหน?

ตอนนี้คุณยังคิดว่าน้ำมันถั่วเหลืองทำมาจากถั่วเหลือง 100% เต็มอยู่หรือเปล่า?

เราจะมาลองหีบถั่วเหลืองเพื่อให้ได้น้ำมันเหมือนอย่างในโฆษณาดู เราจะหีบถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม ด้วยเครื่องหีบน้ำมันดู

เราเตรียมถั่วเหลืองที่แห้งดีแล้วไว้ 1 กิโลกรัม จากนั้นเทถั่วเหลืองที่เตรียมไว้ลงในเครื่องหีบเพื่อให้ได้น้ำมันออกมา หลังจากเวลาผ่านไป 10 นาที น้ำมันถั่วเหลืองก็ค่อยๆ ไหลออกมาทีละหยด มีปริมาณเพียง 5 ml

ถือว่าได้ปริมาณน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณถั่ว อย่างนี้ น้ำมันที่ขายอยู่ในท้องตลาดต้องใช้ถั่วเหลืองมากแค่ไหนกัน?

จากโฆษณาบอกไว้ว่าน้ำมันถั่วเหลือง 1 ลิตร ต้องใช้ถั่วเหลืองปริมาณ 6 กล่อง หรือประมาณ 4.64 Kg.

มันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?

เราจะมาลองหีบน้ำมันจากถั่วเหลืองปริมาณ 4.64 Kg. ดูว่าจะได้น้ำมันถั่วเหลืองปริมาณเท่าไร?

เราจะนำถั่วเหลืองที่เตรียมไว้เทใส่เครื่องหีบน้ำมัน หรือ เครื่องโม่ เพื่อสกัดน้ำมันออกมา ว่าแต่ เราจะได้น้ำมันถั่วเหลืองปริมาณ 0.9 ลิตรอย่างที่โฆษณาไว้หรือเปล่า?

เมื่อเปิดเครื่อง และถั่วเริ่มถูกหีบ น้ำมันก็เริ่มไหลออกมา เมื่อทำการหีบสกัดน้ำมันจากถั่วเหลืองปริมาณเกือบ 5 Kg. แต่ได้น้ำมันยังไม่เต็มขวด (330 ml.) เลย ราคาถั่วเหลืองตอนนี้อยู่ 16.25 บาท ฉะนั้น ราคาน้ำมันขวดนี้จึงอยู่ที่ประมาณ 81.25 บาท ถ้าเป็นแบบนี้ น้ำมันที่ขายอยู่ในท้องตลาด ก็น่าจะใช้ถั่วเหลืองในปริมาณมากพอสมควร แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นแบบนั้นหรือเปล่า?

อาจารย์คิมอินฮวัน ภาควิชาโภชนาการอาหาร ม.โคเรียว

คำถาม : น้ำมันถั่วเหลืองที่ขายตามท้องตลาดทำขึ้นมาอย่างไร?
คำตอบ : ถั่วเหลืองให้ปริมาณน้ำมันต่ำกว่าวัตถุดิบเพื่อการสกัดน้ำมันอย่างอื่นนะครับ เมื่อนำถั่วเหลืองมาหีบเพื่อสกัดเอาน้ำมัน จะได้น้ำมันไม่ค่อยมาก สำหรับน้ำมันถั่วเหลืองที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนี้ ไม่ได้ผลิตด้วยการบีบอัด แต่ได้มาจากการสกัดด้วยการใช้สารทำละลายอินทรีย์ที่เรียกกันว่า เฮ็กเซ็นครับ น้ำมันถั่วเหลือง ไม่ใช่ได้มาจากการบีบอัด แต่ได้มาจากการใช้สารทำละลายอินทรีย์

ว่าแต่เขาทำอย่างไรกันนะ!!!

เชิญหาคำตอบได้จากคลิปวีดีโอ

นี่คือวัตถุดิบในการทำน้ำมันถั่วเหลือง

1. ถั่วเหลืองที่จะใช้บด
2. เฮกเซน ใช้เพื่อสกัดน้ำมันพืช
3. ดินฟอกสี ที่นำมาใช้เพื่อดูดสีของน้ำมัน
4. โซดาไฟ ที่ใช้เป็นสารปรับสภาพ

เมื่อเราดูเฮกเซนอย่างละเอียดแล้ว มีข้อควรระวังระบุว่า เป็นสารไวไฟสูง เมื่อสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดอาการอัมพาตต่อส่วนรับความรู้สึกได้ นอกจากนั้นยังมีประสิทธิภาพในการระเหยสูง แล้วการระเหยของเฮกเซนนั้นมีแค่ไหนกัน?

เชิญหาคำตอบได้จากคลิปวีดีโอครับ www.cernitinthailand.com/cernitin/vgo

มีการใช้เฮกเซนที่มีการระเหยสูงแบบนี้ในการทำน้ำมันถั่วเหลืองเหรอ

เฮกเซนเป็นสารที่ละลายน้ำมันได้ดี และ มีประสิทธิภาพในการระเหยสูง มันจึงถูกใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำหมึกฐานน้ำมัน, สารทำความสะอาดน้ำมัน และ กาว

เราจะลองทำน้ำมันถั่วเหลืองเพื่อดูว่า เฮกเซน มีผลอย่างไรในกระบวนการผลิตครับ

เชิญหาคำตอบได้ในคลิปวีดีโอครับ

www.cernitinthailand.com/cernitin/vgo

ปริมาณน้ำมันถั่วเหลืองที่กลั่นจากกระบวนการหลายขั้นตอน

ในถั่วเหลือง 100g สกัดน้ำมันถั่วเหลืองได้ 20ml ซึ่งในการบีดอัดถั่วเหลือง 1,000g จะได้น้ำมันถั่วเหลือง 5 ml.

ต่างกันถึง 20เท่าเลยทีเดียวครับ

คำถาม: แล้วเฮกเซนที่ใช้ในน้ำมันพืชจะอันตรายหรือไม่?
คำตอบจากอาจารย์อิมจงฮัน ภาควิชาเวชศาสตร์อุตสาหกรรม ม.อินฮา: Normal Hexane ใช้มากในการทำสารทำความสะอาด และ หมึกฐานน้ำมัน ถ้าเกิดการกระจายตัวในสถานที่ปิดมิดชิด จะทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงกับผิวหนัง และเยื่อเมือกของตาได้ ในกรณีที่เกิดการกระจายตัวเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดปัญหากับระบบประสาท และทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเดินไม่ได้ เมื่อได้รับเฮกเซนเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการ เช่น หายใจลำบาก วิงเวียนศรีษะ ความรู้สึกของแขนขาช้าลง เป็นต้น

แล้วเฮกเซน สารที่อันตรายแบบนี้ จะยังคงหลงเหลืออยู่ในน้ำมันกลั่นหรือไม่?

จากการตรวจสอบน้ำมันพืชที่ขายอยู่ในประเทศเกาหลี ผลการตรวจสอบโดยองค์การอาหารและยา อนุญาตให้เหลือเฮกเซนได้ไม่เกิน 5ppm!!! พบว่าน้ำมันพืช 10 ชนิด มีสารเฮกเซน หลงเหลืออยู่ในปริมาณเล็กน้อย แต่ไม่ถึง 5ppm

คำถาม : ปริมาณเฮกเซนที่เหลืออยู่ในน้ำมันพืชนั้นทำอย่างไร?
คำตอบ : การกำจัดเฮกเซนนั้นค่อนข้างง่ายมาก จึงมีการใช้เป็นสารสกัดน้ำมันในกระบวนการผลิตน้ำมันพืชกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยผลการวิเคราะห์ปริมาณเฮกเซนที่หลงเหลืออยู่ในน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันมะกอกที่ผู้คนบริโภคกันเป็นจำนวนมากนั้น มีปริมาณน้อยมาก หรือ ประมาณ 1 ใน 10,000 ของ 5 ppm ซึ่งเป็นปริมาณที่องค์การอาหารและยากำหนดเอาไว้ว่า ปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่ใช้น้ำมันนั้น

ถ้าอย่างนั้น น้ำมันงาที่ได้จากการหีบ จะปลอดภัยหรือไม่?

เชิญหาคำตอบได้จากคลิปวีดีโอ

ตอน ความลับของน้ำมันพืช www.cernitinthailand.com/cernitin/vgo

เมื่อนำน้ำมันที่ได้จากการหีบไปทำอาหารจะมีควันเกิดขึ้น ซึ่งในควันนั้นมีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย จึงไม่เหมาะที่จะนำไปทำอาหารที่ต้องใช้ความร้อน สารที่กลายเป็นก๊าซอันตรายเมื่อน้ำมันหีบโดนความร้อน คือ วิตามินหรือสารต่างๆ ที่ป้องกันไม่ให้เกิดปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น น่าเสียดายที่สารเหล่านี้หายไปค่อนข้างมากในกระบวนการกลั่นน้ำมัน

ความลับของน้ำมันงา

วิธีทำน้ำมันงาแบบดั้งเดิมนั้น จะนำงาไปผัดในหม้อเหล็กขนาดใหญ่ งาที่ถูกผัดแล้วจะถูกตำด้วยครกไม้ จากนั้นห่อด้วยผ้าขาวบางแล้วใส่ลงไปในเครื่องหีบน้ำมัน

แต่ในปัจจุบันในการคั่วงา แทนที่จะใช้ความร้อนเพียง 60 องศา แต่กลับใช้ความร้อนสูงถึง 180 องศา เพื่อเร่งการสกัดน้ำมันออกมา

ผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทผลิตน้ำมันงาให้สัมภาษณ์ว่า ยิ่งใช้อุณหภูมิสูง น้ำมันก็จะออกมาเยอะ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็เป็นเรื่องของกลิ่นด้วย....

ซึ่งในควันที่เกิดขึ้นเมื่องาไหม้ในอุณหภูมิสูงขนาดนี้ จะมีสารก่อมะเร็งตัวอันตรายที่ชื่อว่า สารเบนโซไพรีน อยู่ด้วยครับ

ชินฮันซึง คณะวิศวกรรมอาหาร ม.ตงกุก ให้สัมภาษณ์ว่า
คำถาม สารเบนโซไพรีนเป็นสารอะไร?
คำตอบ เบนโซไพรีน เป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มโพลีไซคลิกอโรมาติกไฮโดรคาร์บอน เกิดขึ้นในระหว่างการทำอาหาร ในควันบุหรี่ หรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ เป็นสารก่อมะเร็ง ที่มีพิษต่อร่างกายที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอันดับสูงที่สุด ซึ่งจัดโดยองค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ สารเบนโซไพรีน เกิดขณะที่ทำอาหารด้วยอุณหภูมิที่สูง ซึ่งเกิดจาก โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่น่าเชื่อว่าเราตรวจพบสารเบนโซไพรีนในน้ำมันงาด้วย ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้ และบางตัวอย่างสูงกว่าค่าที่กำหนดถึง 8 เท่าเลยทีเดียว!

ปัญหาของเบนโซไพรีนคือ อุณหภูมิที่สูง เราจะมาลองทำน้ำมันงาที่ผัดด้วยอุณหภูมิที่สูง และต่ำเพื่อดูว่าแตกต่างกันอย่างไร?

งาที่ถูกผัดด้วยความร้อน 100 - 120 องศาตามที่ได้รับคำแนะนำเป็นตัวอย่าง A
งานที่ถูกผัดด้วยความร้อนสูงถึง 180 องศา เป็นตัวอย่าง B

เมื่อนำงาไปหีบจะได้น้ำมันงาที่มีความแตกต่างกันคือ น้ำมันงา A มีสีอ่อน ส่วนน้ำมันงา B มีสีเข้มมากๆ

แล้วกลิ่น และ รสชาดล่ะจะแตกต่างกันอย่างไร?

เชิญหาคำตอบได้จากคลิปครับ www.cernitinthailand.com/cernitin/vgo

น้ำมันงาที่ได้จากอุณหภูมิต่ำ มีสีอ่อน กลิ่น และ รสชาดก็อ่อน ส่วนน้ำมันงาที่ได้จากอุณหภูมิสูง มีสีเข้ม กลิ่น และ รสชาดก็เข้มด้วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันงาที่ขายอยู่ตามท้องตลาด มีสีสันใกล้เคียงกันเลย เมื่อน้ำมันงาที่ได้จากอุณหภูมิสูง และน้ำมันงาที่ขายอยู่ตามท้องตลาด ไปตรวจหาสารเบนโซไพรีนดู

คำถาม ผลการวิเคราะห์ปริมาณสารเบนโซไพรีนคือ?
คำตอบ ผลการวิเคราะห์ปริมาณสารเบนโซไพรีนในน้ำมันงา หรือ น้ำมันงาขี้ม่อนที่ขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป พบว่ามีอยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่า 2ppb ซึ่งกำหนดไว้โดยองค์การอาหารและยาของเกาหลีมากครับ ในน้ำมันตัวอย่าง 11 ตัวอย่าง พบสารเบนโซไพรีนปนเปื้อนอยู่ในน้ำมันงา 5 ตัวอย่าง เพียงเล็กน้อย

Dr.ลีซังมี จาก สถาบันเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้ตอบคำถามดังนี้
คำถาม ตรวจพบสารเบนโซไพรีนมากแค่ไหน?
คำตอบ จากการตรวจน้ำมันพืช 70 กว่าตัวอย่างที่วางขายอยู่ทั่วไป พบว่ามี 4 ตัวอย่างที่มีสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอันดับ 1 ปนเปื้อนอยู่ถึง 4.5ppb หรือ 2 เท่าของปริมาณที่กำหนด คือ 2ppb ค่ะ

อิมจงฮัน อาจารย์จาก มหาวิทยาลัยอินฮา ได้ตอบคำถามดังนี้
คำถาม เมื่อสารเบนโซไพรีนแพร่กระจาย จะมีความอันตรายมากแค่ไหน?
คำตอบ สารเบนโซไพรีนเป็นสารที่องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศวิจัยพบว่า ทำให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ได้ โดยเกิดจากการที่โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ถูกเผาไหม้ เมื่อโดนความร้อนสูง ถ้ามีการแพร่กระจายในปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกตัว เกิดภาวะโลหิตจาง ระบบภูมิคุ้มกันโรคต่ำ เมื่อแพร่กระจายในระยะเวลานาน การทำงานของต่อมไร้ท่อจะถูกรบกวน ทำให้เกิดพิษในระบบสืบพันธุ์และกลายเป็นสารก่อมะเร็งได้

เชิญเข้าไปชมคลิปวีดีโอเพิ่มเติม คุณจะได้รับทั้งความรู้ และความสนุกสนานไปพร้อมๆ กัน

www.cernitinthailand.com/cernitin/vgo

สนใจสารอาหารบำบัด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 06161404656
www.cernitinthailand.com
Line ID : @cernitinthailand

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี